วันพฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2553

สื่อเทศ-องค์กรสิทธิมนุษยชนวิพากษ์ไทยแดนเถื่อน ต้านมาร์คปาหี่ตั้งเด็กในคาถาสอบ19พฤษภาเลือด



ประเด็นที่ถือเป็นการ"ตบหน้ารัฐบาลไทยแบบฉาดใหญ่" คือการที่นักกฎหมายชื่อดังรายนี้ระบุว่าอภิสิทธิ์ไม่มีทางเลือกอื่นใดอีกแล้วนอกจากจะต้องยอมเปิดทางให้ "หน่วยงานตรวจสอบจากนานาชาติ"เข้ามาสอบสวนเหตุการณ์นองเลือดที่ขึ้นกลางกรุงเทพฯ เพียงสถานเดียวเท่านั้น


โดย นักข่าวหัวเห็ด
ที่มา ไทยรัฐออนไลน์

ตลอดระยะเวลา 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีอันต้องถูกโจมตีแบบ "สาดเสียเทเสีย"จากภายนอกประเทศนับครั้งไม่ถ้วน

ซึ่งในจำนวนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหลายที่ถาโถมเข้ามานั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เสียงที่ดูจะทำให้รัฐบาลต้องเจ็บๆ แสบๆ คันๆ มากที่สุดเสียงหนึ่งคงหนีไม่พ้นถ้อยแถลงที่หลุดออกมาจากปากของ "รอเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม" ทนายความชื่อดังสัญชาติแคนาดา วัย 54 ปี เจ้าของสำนักงานกฎหมายระดับโลก "อัมสเตอร์ดัม แอนด์ พีร็อฟฟ์"


ซึ่งได้ออกโรงโจมตีรัฐบาลอภิสิทธิ์อย่างรุนแรงว่า"ไร้ความน่าเชื่อถือ"จากกรณีที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการตั้งกรรมการอิสระสอบสวนเหตุรุนแรงทางการเมืองในประเทศช่วงที่ผ่านมา

และประเด็นที่ถือเป็นการ"ตบหน้ารัฐบาลไทยแบบฉาดใหญ่" คือการที่นักกฎหมายชื่อดังรายนี้ระบุว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ไม่มีทางเลือกอื่นใดอีกแล้วนอกจากจะต้องยอมเปิดทางให้ "หน่วยงานตรวจสอบจากนานาชาติ"เข้ามาสอบสวนเหตุการณ์นองเลือดที่ขึ้นกลางกรุงเทพฯ เพียงสถานเดียวเท่านั้น..

ในถ้อยแถลงของอัมสเตอร์ดัมที่มีการนำออกมาเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ส่วนตัว ยังมีการกล่าวโจมตีรัฐบาลไทยด้วยถ้อยคำที่รุนแรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งการ"ตราหน้า"ว่า รัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ นั้น ปราศจากความเหมาะสมทุกประการในอันที่จะเข้ามาทำหน้าที่เป็น "ตัวตั้งตัวตี" ในการสอบสวนเหตุการณ์สังหารกลุ่มผู้ประท้วงทางการเมืองในกรุงเทพฯที่ส่วนใหญ่เป็นพลเรือนที่มีความคิดเห็นตรงข้ามกับรัฐบาลจนทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 90 รายในช่วงที่ผ่านมา

โดยอัมสเตอร์ดัม ซึ่งได้ประกาศตัวอย่างชัดเจนว่า จะขอทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ยังชี้ว่า ในความเป็นจริงแล้ว รัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่สมควรเข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการสอบสวนอิสระดังกล่าวแม้แต่เพียงนิดเดียวเสียด้วยซ้ำ เพราะในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลชุดนี้ของไทยได้จัดประเภทให้กลุ่มคนเสื้อแดงมีสถานะเป็น "ผู้ก่อการร้าย" มาโดยตลอด และจนถึงขณะนี้รัฐบาลอภิสิทธิ์ ก็ยังคงควบคุมตัวกลุ่มผู้ประท้วงทางการเมืองเอาไว้มากกว่า 400 คน โดยยังไม่ได้มีการตั้งข้อกล่าวหา และยังไม่มีการพิจารณาคดีตามกระบวนการทางกฎหมาย

ซึ่งการกระทำของรัฐบาลไทยเช่นนี้กำลังสร้างความกังวลใจให้กับประชาคมระหว่างประเทศอย่างมาก

ยิ่งไปกว่านั้น อัมสเตอร์ดัมซึ่งมีกิตติศัพท์อันโด่งดังไปทั่วโลกว่าหากเขาตัดสินใจรับว่าความให้กับลูกค้ารายใดแล้ว ลูกค้ารายนั้นแทบ " ไม่เคยแพ้คดี " ยังออกโรงสับคณะกรรมการอิสระที่ทางการไทยเป็นผู้ตั้งขึ้นเพื่อให้เข้ามาสอบสวนเหตุรุนแรงทางการเมืองในกรุงเทพฯ ระหว่างเดือนมี.ค.-พ.ค.ว่าเป็นคณะกรรมการที่มี "คุณสมบัติพิเศษ 3 ประการ" อันประกอบไปด้วย การขาดความชอบธรรม, ไม่มีความเป็นกลาง, และไร้อิสระในการทำหน้าที่

ในเว็บไซต์ของอัมสเตอร์ดัมยังมีการเผยแพร่ความเห็นจาก "Human Rights Watch" องค์กรสิทธิมนุษยชนระดับโลกซึ่งมีฐานอยู่ที่มหานครนิวยอร์กของสหรัฐฯ ที่ออกมาระบุว่า แม้ท่าทีของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ในช่วงไม่กี่วันมานี้ ดูเหมือนจะมีภาพของความพยายามให้เกิดความปรองดอง ด้วยการเสนอแผนสมานฉันท์ 5 ประการ แต่ลึกๆแล้วดูเหมือนนายกรัฐมนตรีของไทยจะยังคงต้องการให้เกิดการเผชิญหน้าต่อไปเสียมากกว่า สังเกตได้จากการตัดสินใจประกาศแต่งตั้ง "คณิต ณ นคร" ให้เข้ามาทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้น

โดยทางฮิวแมน ไรต์ส ว็อตช์ระบุว่า " การไต่สวนแบบข้างเดียว" ที่มีลักษณะของการ "ตั้งเอง ชงเรื่องเอง ตัดสินเอง"ของทางการไทยเช่นที่ว่านี้กำลังจะกลายเป็นตัวทำลายความพยายามของทุกฝ่ายที่กำลังมองหาทางออกให้กับปัญหาทางการเมืองของประเทศไทยที่ยืดเยื้อมานานหลายปี

อ่านข่าวเกี่ยวเนื่อง:องค์กรนิรโทษกรรมสากลเรียกให้นายกฯไทยจัดการสอบสวนอย่างเป็นธรรม


นอกเหนือไปจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์จาก รอเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมและฮิวแมน ไรต์ส ว็อตช์แล้ว ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังมีการนำเสนอความเห็นของ"ชอว์น ดับเบิลยู.คริสพิน"บรรณาธิการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ"Asia Times" ที่ออกมาระบุว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ "ยุคใหม่ของเผด็จการทหาร"

เนื่องจากรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ต้องยอมมอบ"อำนาจพิเศษที่มากล้นเกินกว่าปกติ" ให้กับหน่วยงานด้านความมั่นคงของประเทศซึ่งก็คือ "ทหาร"ให้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการจับกุมคุมขังผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลได้โดยไม่ต้องมีการพิจารณาคดี

รวมถึง ยังปล่อยให้ทหารเข้าไปมีบทบาทในการเซ็นเซอร์การนำเสนอข่าวของสื่อ และห้ามการชุมนุมทางการเมืองอีกด้วย จนทำให้ในขณะนี้มีหลายคนหลายฝ่ายหลงเข้าใจผิดไปแล้วว่า "ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน" หรือ ศอฉ.ดูจะมีบทบาทมากขึ้นทุกขณะจนอาจเปรียบได้กับการเป็น " รัฐบาลเงา" ของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์เข้าไปทุกทีแล้วในขณะนี้

ขณะเดียวกัน โจชัว เคอร์แลนซิคต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองของภูมิภาคเอเชียได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ล่าสุดของตัวเขาเองเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองไทยลงใน "นิวสวีค" นิตยสารวิเคราะห์ข่าวรายสัปดาห์สัญชาติอเมริกัน โดยมีเนื้อหาที่ระบุว่า "ชื่อเสียงอันดีงาม" ของประเทศไทยในเรื่องของความมีน้ำใจของผู้คน ความรักสงบ และเอกลักษณ์ในเรื่องของการเป็น "สยามเมืองยิ้ม" กำลังจะถึงกาลอวสานเสียแล้ว อันเป็นผลพวงมาจากการใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงการที่รัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ประกาศว่า ขณะนี้มีกลุ่มผู้ก่อการร้ายเคลื่อนไหวเป็นจำนวนมากในรูปของขบวนการใต้ดินเพื่อบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศ

เคอร์แลนซิคต์ชี้ว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในไทยตอนนี้คล้ายกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในไอร์แลนด์เหนือตลอดหลายสิบปีที่มา โดยเตือนรัฐบาลไทยต้องแก้ปัญหาแบบค่อยเป็นค่อยไป


อ่านข่าวเกี่ยวเนื่อง:รู้สึกร่วม คนในไอร์แลนด์เหนือขึ้นป้าย "ต้องไม่นองเลือดอีก" ให้กับประเทศไทย



แต่ในขณะเดียวกันรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ต้องเข้าใจ และยอมรับความจริงด้วยว่าความผิดพลาดของนโยบายการบริหารประเทศของไทยในช่วงที่ผ่านมามีส่วนสำคัญที่ผลักดันให้เกิดความแตกแยกและความไม่เท่าเทียมกันในสังคมไทยอย่างมหาศาลเช่นเดียวกัน บทวิเคราะห์ของเคอร์แลนซิคต์ยังระบุด้วยว่ารัฐบาลไทยทุกชุดที่ผ่านมาไม่เคยมีนโยบายที่จะพัฒนาและปรับปรุงระบบการศึกษาของประเทศอย่างจริงจังอันมีผลทำให้คนไทยขาดโอกาสในการพัฒนาความคิดและศักยภาพของตนเอง

ซึ่งการละเลยของรัฐบาลไทยที่ว่านี้ ไม่แตกต่างอะไรกับการเต็มใจเฝ้าดูพลเมืองของตนมีคุณภาพ"ด้อยลงเรื่อยๆ"อันจะเห็นได้จากกรณีของการวัดระดับความรู้ความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษของนักศึกษาไทยโดยเฉลี่ยที่ถูกจัดให้อยู่ในอันดับ "เกือบรั้งท้าย"ของเอเชียมาโดยตลอดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในภูมิภาคเดียวกัน ทำให้บุคลากรของไทยไม่สามารถก้าวเข้าสู่การแข่งขันในเวทีระดับโลกได้ และทำให้สถานะของไทยที่เคยประกาศตัวว่าจะเป็น"พี่ใหญ่แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้" กำลังเสื่อมถอยอย่างร้ายแรง จนประเทศไทยแทบไม่มี "ที่อยู่ที่ยืน" ในประชาคมระหว่างประเทศอีกต่อไปแล้ว

เช่นเดียวกับนโยบายด้านอุตสาหกรรมของรัฐบาลไทยที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญแต่เฉพาะการทำให้ไทยกลายเป็นฐานสำหรับรองรับการผลิตสินค้านานาชนิดให้กับต่างชาติเพียงอย่างเดียว โดยไม่เคยให้ความสำคัญกับการพัฒนา " นวัตกรรมของตัวเอง"รวมถึง การโหมโฆษณาประชาสัมพันธ์ของทางการไทยที่มุ่งเน้นให้ชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศเป็นจำนวนมากๆ แบบ"เน้นปริมาณ"เพียงอย่างเดียวโดยยังไม่มีแนวทางปกป้องสิ่งแวดล้อมที่เป็นรูปธรรมชัดเจน

มิหนำซ้ำหลายโครงการของภาครัฐยังเป็นตัวการทำลายสภาพแวดล้อมและความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติเสียเอง เช่น โครงการตัดถนนผ่านอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ทั้งที่อุทยานแห่งชาติที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของไทยแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็น " มรดกแห่งอาเซียน " มาตั้งแต่ปี 1984 และยังได้รับการคัดเลือกเป็น "แหล่งมรดกโลก" โดยองค์การยูเนสโกตั้งแต่เมื่อช่วงกลางปี 2005

หรือแม้แต่กรณีการอนุญาตให้กองถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศเข้ามา "ปู้ยี่ปู้ยำ" สภาพแวดล้อมของไทยจนเสียหายยับเยิน เช่น กรณีภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่องหนึ่งที่เข้ามาถ่ายทำกันบนเกาะพีพีเล จังหวัดกระบี่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว

คำถามจึงอยู่ที่ว่าในขณะนี้มันเกิดอะไรกับสังคมไทยกันแน่ ทำไมคนไทยถึงปล่อยให้ประเทศชาติอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองต้องประสบกับภาวะ"ถอยหลังเข้าคลอง" ในแทบทุกเรื่อง ไม่ใช่แต่เฉพาะในเรื่องการเมือง และมันถึงเวลาแล้วหรือยังที่คนไทยที่เป็นเจ้าของประเทศจะช่วยกันหยุดยั้งและกำจัดสิ่งเลวร้ายและความเสื่อมถอยต่างๆ

เพื่อช่วยกันนำพาประเทศไทยของเราให้สามารถเริ่มออกก้าวเดินไปข้างหน้าได้อีกครั้งเสียที

วันศุกร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2553

แถลงการณ์กระตุกสื่อวันนักข่าว:ขอให้ยุติสงครามข่าวจุดชนวนปราบปรามผู้เรียกร้องประชาธิปไตย



แถลงการณ์ชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย:ในโอกาสวันนักข่าว 5 มีนาคม 2553

ขอเรียกร้องให้สื่อยุติการทำสงครามข่าวเพื่อจุดชนวนนำไปสู่การปราบปรามกลุ่มเสื้อแดง และขอเรียกร้องให้รัฐยุติการใช้สื่อของรัฐบิดเบือนยั่วยุสร้างความเกลียดชังแตกแยกในสังคม และยุติการคุกคามสื่อใหม่ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ


ชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย ซึ่งเป็นองค์กรกลางประสานงานของผู้สื่อข่าวที่เคลื่อนไหวเพื่อให้ผู้สื่อข่าวนำเสนอข้อมูลข่าวสารด้วยความเป็นกลาง ไร้การบิดเบือน และสนับสนุนประชาธิปไตย คัดค้านเผด็จการเห็นว่า บทบาทของสื่อสารมวลชนทั้งของรัฐ และเอกชนในปัจจุบัน กำลังหมิ่นเหม่ต่อการตกเป็นเครื่องมือของผู้กุมอำนาจรัฐ และนำเสนอข่าวชี้นำสังคมไปในทางที่มีอคติต่อกลุ่มการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือแม้แต่การใช้สื่อสร้าง"สงครามข่าว"เป็นการชี้นำสาธารณชนให้เกิดการเกลียดชัง ก่อความรุนแรงได้ จึงขอเรียกร้องดังนี้

1.สื่อมวลชนกระแสหลักนำเสนอข่าวโดยขาดการตรวจสอบในกรณีที่เสนอข่าวว่า กลุ่มเสื้อแดงได้ขึ้นบัญชีดำต่อบุคคล 53 รายที่อยู่ในฝ่ายรัฐบาล หรือสนับสนุนรัฐบาล รวมทั้งสื่อที่มีบทบาทสนับสนุนรัฐบาล และโจมตีต่อกลุ่มเสื้อแดงด้วยความอคติบิดเบือน โดยสื่อบางค่ายเช่น ผู้จัดการASTVนำเสนอว่าบุคคลทั้ง53รายตกเป็นเป้าการสังหารของคนเสื้อแดง

ทั้งนี้เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นเพียงการไปโพสต์ข้อความในเวบไซต์เสธ.แดง โดยข้อความดังกล่าวไม่ได้บอกว่าบุคคลทั้ง53รายเป็นเป้าหมายการสังหาร หรือขู่เข็ญว่าจะประทุษร้ายแต่อย่างใด เป็นเพียงการวิพากษ์วิจารณ์ว่าบุคคลทั้ง53รายนั้น สนับสนุนระบอบเผด็จการอำมาตย์ และทำลายประชาธิปไตย และต่างก็ประสบเคราะห์กรรมตามหลักพุทธศาสนาไปแล้วเท่านั้น ซึ่งเป็นการติชมโดยสุจริตและเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ

แต่การนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อมวลชนกลับขาดการตรวจสอบ และนำไปขยายผลว่ากลุ่มคนเสื้อแดงจะประสงค์ร้ายต่อกลุ่มบุคคลทั้ง53ราย ซึ่งสุ่มเสี่ยงมากว่าเป็นการนำเสนอข้อมูลข่าวสารด้วยความอคติลำเอียง และมีจุดประสงค์สร้างความเกลียดชังคนเสื้อแดง และอาจรวมไปถึงการสร้างกระแสเพื่อจุดชนวนให้ปราบปรามประชาชนที่จะจัดการชุมนุมใหญ่ในวันที่14มีนาคมนี้ได้

ลักษณะดังกล่าวไม่แตกต่างไปจากกรณีหนังสือพิมพ์ดาวสยาม และบางกอกโพสต์ตกแต่งภาพรัชทายาท และเป็นชนวนสำคัญนำไปสู่การปราบปรามนักศึกษาประชาชนในกรณี6ตุลาคม2519 แต่คราวนี้ย่ำแย่กว่ามากนัก เพราะไม่ได้มีเพียง2ฉบับ แต่สื่อมวลชนกระแสหลักแทบทั้งหมดกำลังบิดเบือน ตกแต่งข่าวป้ายสีและอาจเป็นชนวนเหตุนำไปสู่การปราบปรามประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยได้

จึงขอเรียกร้องให้ยุติการทำสงครามข่าวเพื่อจุดประสงค์ปูทางหรือจุดชนวนนำไปสู่การปราบปรามประชาชนโดยทันที

2.ที่ผ่านมาสื่อมวลชนกระแสหลักทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจำนวนมาก ได้แสดงตนอย่างเด่นชัดว่าขาดจากสถานภาพการเป็นสื่อสารมวลชนที่เป็นกลาง และนำเสนอข่าวเยี่ยงนักวิชาชีพไปแล้ว เพราะนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ทัศนะที่สนับสนุนระบอบอำมาตย์เผด็จการ ให้ร้ายป้ายสีสร้างความเกลียดชัง ชี้นำให้มีการปราบปรามทำลายล้างประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตย กลุ่มคนเสื้อแดงอย่างต่อเนื่อง

จึงขอเรียกร้องต่อองค์กรวิชาชีพสื่อ ทั้งสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เป็นต้น ได้มีมาตรการกำชับหรือบังคับอย่างมีประสิทธิภาพให้สมาชิกขององค์กรของตนให้ธำรงตนอยู่ในความเป็นกลาง เสนอข่าวอย่างรอบด้าน ไร้อคติ ปราศจากการบิดเบือนชี้นำ และองค์กรวิชาชีพเหล่านี้ต้องแสดงตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีด้วย

3.ขอเรียกร้องต่อรัฐบาลและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องยุติการใช้สื่อของรัฐบิดเบือนสร้างความเกลียดชัง และยั่วยุให้เกิดความรุนแรง ตลอดทั้งยุติการคุกคามปิดกั้นสื่อที่นำเสนอข้อมูลอีกด้านหนึ่ง เช่น วิทยุชุมชน โทรทัศน์ดาวเทียม สื่อใหม่ทางวอินเตอร์เน็ตช่องทางต่างๆ ที่ใช้สิทธิวิพากษ์วิจารณ์มใต้กรอบรัฐธรรมนูญ

4.ขอเรียกร้องต่อหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนทั้งของรัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชนช่วยกันเรียกร้องกดดัน และติดตามตรวจสอบให้เป็นไปตามข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อข้างต้น

ด้วยจิตเจตนาที่เป็นกลาง และสงบสันติ สมานฉันท์

นายไพโรจน์ นิมิบุตร

ประธานชมรม นักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย

ติดต่อ:อีเมล์thailand.inc@gmail.com

วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552


ที่มา ไทยอีนิวส์
แปลจาก TimesOnline
10 พฤศจิกายน 2552
*เมื่อท่านอ่านข่าวนี้จบ โปรดกระจาย"สัจจะความจริงที่อยู่เหนือความเท็จ"ไปในทุกช่องทางที่ท่านสามารถทำได้

สื่อลิ้ม-สื่อหลักไร้ยางอายบิดเบือนทักษิณจากภักดีเป็นล้มสถาบัน พิสูจน์คำต่อคำสัมภาษณ์TIMES ONLINE
ตีแผ่ขบวนการฤาษีแปลงสารของผู้จัดการจากบทสัมภาษณ์จงรักภักดีให้กลายเป็นจะล้มสถาบัน

ทักษิณพยายามตอบสัมภาษณ์ว่า ในเวลานี้สมเด็จพระบรมฯยังไม่ได้เป็นกษัตริย์ก็ทำให้ดูเหมือนว่าท่านยังไม่เปล่งรัศมีทอแสงเจิดจ้า แต่หากถึงเวลาที่เสด็จขึ้นเป็นกษัตรยิ์ก็จะทรงเป็นกษัตริย์ที่ดีแน่ เพราะทรงเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว กอรปกับได้เรียนรู้การทรงงานจากในหลวงมานานปีแล้ว

ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อTimes onlineฉบับตีพิมพ์ครั้งแรกไปพาดหัวข่าวทำนองว่า ทักษิณเชื่อมั่นว่าเมื่อพระบรมฯเสด็จขึ้นเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่จะทรงมีพระราชบารมีทอแสง

ทำให้ASTVผู้จัดการ กระบอกเสียงพันธมิตรนำไปขยายผลเป็นข่าวพาดหัวว่า สุดชั่ว! “ทักษิณ” ยืมมือสื่ออังกฤษ ให้ร้าย “ในหลวง” รุนแรง โดยขยายเนื้อข่าวว่า "เป็นข้อความที่ พ.ต.ท.ทักษิณ สัมภาษณ์ให้ร้ายและล่วงละเมิดองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงประทับรักษาพระวรกายอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชตั้งแต่เดือนกันยายน 2552 ที่ผ่านมา อย่างรุนแรง โดยมีการกล่าวอ้างถึงองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช และการสืบราชสันตติวงศ์อีกด้วย"

จากนั้นเข้าตำราที่ว่าฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด อาจจะไม่เคยอ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษด้วยซ้ำ สื่อกระแสหลักต่างๆก็นำข้อความจากเวบผู้จัดการASTVไปขยายผลทำลายทักษิณอย่างเป็นกระบวนการ และขบวนการอำมาตย์ ทั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ แม้แต่กษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศ ในฐานะตัวแทนของประเทศไทยนำไปขยายผลอย่างกว้างขวาง

อย่างไรก็ดีผู้จัดการASTVได้พยายามแปลรายละเอียดบทสัมภาษณ์ทั้งหมด สุดท้ายก็หาเรื่องใส่ร้ายทักษิณไม่ได้ และได้หันไปโจมตีเรื่องอื่นๆแทน นั่นแสดงว่าเมื่อฝ่ายแปลข่าวต่างประเทศแปลออกมาอย่างสมบูรณ์แล้ว ความจริงก็คือทักษิณได้กล่าวเทิดทูนในหลวง ราชินี พระบรมฯ พระราชวงศ์ และอาจดูเหมือนแก้ต่างกับสื่อต่างชาติที่จี้ถามเรื่องสถาบันกษัตริย์แทรกแซงการเมืองอยู่ตลอดเวลาในการสัมภาษณ์นี้

ที่น่าเศร้าก็คือมาถึงเช้าวันนี้(10พ.ย.)บรรดาสื่อกระแสหลัก ซึ่งรวมทั้งรายการ"เรื่องเล่าเช้านี้"ของสรยุทธ สุทัศนะจินดา รายการเล่าข่าวภาคเช้ายอดนิยม และขบวนการอำมาตย์เผด็จการก็ยังคงขยายผลเรื่องที่พวกเขาบิดเบือนและสร้างblack propagandaต่อไป โดยไร้ยางอาย

เราได้ถอดความที่ทักษิณให้สัมภาษณ์ Timeonlineในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระราชวงศ์ชั้นสูง ซึ่งกระบอกเสียงพันธมิตรอย่างผู้จัดการASTVได้บิดเบือน ดังต่อไปนี้


1.ทักษิณย้ำในหลวงไม่เคยแทรกแซงการเมือง

ในตอนต้นทักษิณกล่าวถึงชัยชนะอย่างท่วมท้นของเขาและก้าวมาเป็นรัฐบาลที่มั่นคง ในขณะที่พรรคฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์อ่อนแอ จึงมีการใช้สื่อมวลชนมาทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านโจมตีเขาอย่างไร้เหตุผล ครั้งหนึ่งเมื่อเขาได้พบกับลูกชายเจ้าของหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่ง ก็เลยถามไปว่าทำไมหนังสือพิมพ์ของคุณถึงได้โจมตีผมอย่างไร้เหตุผลนัก? เขาก็ตอบว่า"คุณอาครับ ผมก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะคุณพ่อผมถูกล็อบบี้จากองคมนตรี2คนที่มาทานข้าวเย็นกัน แล้วก็แจ้งพ่อผมว่าพระเจ้าอยู่หัวฯไม่ต้องการทักษิณต่อไปแล้ว..ซึ่งผมก็แจ้งเขาไปว่า ผมไม่เชื่อหรอกว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงมีพระราชประสงค์เช่นนั้น เพราะพระองค์ท่านไม่เคยทรงแทรกแซงการเมือง อาจจะเป็นเพียงการที่องคมนตรีกระทำไปเองเพื่อต่อต้านผมเท่านั้น"(I said I don't believe that – His Majesty never wants to become involved in politics. Maybe it's because of their own prejudice against me. )

2.ยันไม่เคยคิดล้มสถาบัน ขึ้นเป็นประธานาบดีตามข่าวลือ

ทักษิณกล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่า เหตุที่องคมนตรีต่อต้านเขาก็เพราะมีการแพร่ข่าวลือออกไปว่า ทักษิณต้องการเปลี่ยนประเทศเป็นสาธารณัฐ และขึ้นเป็นประธานาธิดี ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยอยู่ในความคิดผมเลย เพราะผมมีความจงรักภักดีอย่างสูงยิ่ง ในตอนที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรีหนแรกและได้เข้าเฝ้าฯ ผมได้กราบทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหัวว่าฯ ขอเดชะ กระหม่อมฯมีความจงรักภักดีต่อพระองค์เป็นที่ยิ่ง กระหม่อมเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่เกิดมาในรัชสมัยของพระองค์ท่าน อายุของกระหม่อมก็ไล่เลี่ยกับพระราชโอรสพระราชธิดาในพระองค์ท่าน ดังนั้นขอให้พระองค์ท่านโปรดทอดพระเนตรกระหม่อม และสั่งสอนกระหม่อมเสมือนว่าเป็นคนในรุ่นลูกของพระองค์ท่านเถิด...กระหม่อมฉันเทิดทูนจงรักภักดีอย่างยิ่ง พระองค์ท่านทรงงานหนักเพื่อพสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดอย่างมิเห็นแก่เหน็ดเหนื่อยมานานปี แม้พระชนมายุมากแล้ว ขอให้ใช้กระหม่อมฉัน กระหม่อมฉันจะน้อมรับใช้ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทถวายงานรับใช้แก้ไขปัญหาให้พสกนิกรของพระองค์ท่าน..นี่เป็นคำถวายปฏิญญาณนับแต่แรกที่ผมเข้ารับตำแหน่ง(So I very much respect Your Majesty. Whatever I need to do properly, please teach me.’ This is how I present myself. And, ‘Your Majesty has been working hard for the Thai people for many years and you may be tired and you're getting old. Please use me. I will shoulder all the burdens and I will work hard for you to solve the problems of your citizens.)

3.เทิดพระเกียรติราชินีไปงานศพพันธมิตร ก็ด้วยน้ำพระทัยแห่งพระมหากรุณาคุณ

ผู้สื่อข่าวถามว่าคุณรู้สึกประหลาดใจไหมที่พระราชินีเสด็จไปงานพระราชทานเพลิงศพเสื้อเหลือง พันธมิตรคนหนึ่งที่เป็นศัตรูทางการเมืองของคุณ?
The Queen attended the funeral of one of the Yellow Shirt supporters [the ‘Yellow Shirts’, Mr Thaksin’s opponents]. You must have been very surprised about that.

ทักษิณกล่าวตอบว่า ทุกคนในประเทศไทยก็ประหลาดใจเรื่องนี้ แต่ผมทราบว่าพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถพระองค์ท่านทรงเปี่ยมด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ก็อาจมีใครไปให้ข้อมูลกับพระองค์ท่านในทางที่ผิดเป็นต้นว่า"สตรีผู้นี้เสียชีวิตลงเพราะพยายามปกป้องสถาบันกษัตริย์" ก็ทำให้พระองค์ท่านคล้อยตามข้อมูลที่คนแวดล้อมถวายรายงานที่ผิดๆ(Everybody, the whole of Thailand, was surprised. But I know Her Majesty. Her Majesty is very kind when someone gives her wrong information [such as] ‘That lady's dying because she tried to protect the monarchy.’ I think she was lied to. People around her circles try to give her the wrong impression, to give wrong information to Their Majesties.)

4.ผู้สื่อข่าวถามนำเรื่องพระบรมฯจะขึ้นเป็นกษัตริย์ จะแตกต่างจากในหลวงในปัจจุบันอย่างไร?

ในหน้า4ของบทสัมภาษณ์นั้น ผู้สื่อข่าวถามนำว่า "วันหนึ่งเมื่อสมเด็จพระบรมฯเสด็จขึ้นเป็นกษัตริย์ พระองค์จะมีพระราชบุคลิกลักษณะหรือสไตล์ที่แตกต่างจากในหลวงองค์ปัจจุบันอย่างไร?( One day the Crown Prince will become King. How will his style be different from that of the current King?)

ทักษิณกล่าวตอบว่า ก็น่าจะแตกต่างกัน แต่ผมคิดว่าคงราบรื่นดี เพราะพระองค์ท่านเป็นกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ คนแวดล้อมข้าราชบริพารก็คงเป็นคนใหม่ ส่วนแวดวงในวังของพระองค์ท่านก็คงไม่ใหญ่โตอัครฐานนักเพราะเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ เนื่องจากพระองค์ท่านยังใหม่ก็อาจจะยังไม่เป็นที่นิยมมากเทียบเท่ากับในหลวงองค์ปัจจุบัน แต่ก็คงไม่มีเรื่องยุ่งยากนักเพราะแวดวงในวังก็ขนาดย่อมกว่า ก็เนื่องจากเป็นรัชสมัยใหม่(It may be different, but I think it will go smoothly because he's a constitutional monarch. The people around the Crown Prince will be new, and the palace circle will not be that big because he will be new. The Crown Prince, because he will be new, may not be as popular as His Majesty the King. However, he will have less problem because the palace circle will be smaller, because of being new in the reign)

ผู้สื่อข่าวย้ำถามว่า ช่วยอธิบายพระราชอริยาบถบุคคลิกลักษณะของพระบรมฯให้ฟังด้วย(What kind of personality does he have? )

ทักษิณตอบว่า พระองค์ท่าน เป็นผู้ที่ทรงเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวที่จะกระทำการสิ่งใดให้สำเร็จ พระองค์ท่านมีความเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่น(He has a very strong determination to do what he really wants to achieve. He has a strong determination.)

เชื่อมั่นพระบรมฯเมื่อขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ใหม่จะเป็นกษัตริย์ที่ดี เพราะเรียนรู้จากในหลวงมามาก

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า พระบรมฯทรงต้องการมุ่งมั่นจะทำอะไรให้สัมฤทธิ์ผล(What does he want to achieve? )

ทักษิณตอบว่า พระองค์ท่านยังไม่ได้เป็นกษัตริย์ ดังนั้นก็เป็นธรรมดาว่าตอนนี้ท่านก็ยังไม่เปล่งรัศมีทอแสง แต่หลังจากเสด็จขึ้นเป็นกษัตริย์แล้ว ผมเชื่อมั่นว่าพระองค์ท่านจะทรงเปล่งรัศมีทอแสงสมสง่ากับความเป็นขัติยราชได้ เพราะพระบรมฯได้เฝ้าสังเกตเรียนรู้จากในหลวง ซึ่งเป็นสมเด็จพระราชบิดามานานปี พระองค์ทรงเรียนรู้จากพระเจ้าอยู่หัวฯ แต่เวลานี้ยังไม่ถึงเวลาของพระองค์เท่านั้น แต่เมื่อเวลาที่พระองค์เสด็จขึ้นเป็นกษัตริย์มาถึง ผมคิดว่าพระองค์ท่านจะมีพระราชบารมีที่เหมาะสมกับฐานะกษัตริย์แน่(He's not the King yet, he may not be shining. But after he becomes the King I'm confident he can be shining to perform Kingship, because he has observed His Majesty, his father, for many years. He learns a lot from His Majesty. It's not his time yet. But when the time comes I think he will be able to perform.)

จากการอ่านคำสัมภาษณ์ และการตอบแบบสัมภาษณ์นี้ จะเห็นว่าทักษิณได้กล่าวเทิดทูนในหลวง พระราชินี พระบรมโอรสถาธิราชในทางถวายพระเกียรติ กระทั่งแก้ต่างกับสื่อต่างชาติตลอดเวลาการให้สัมภาษณ์

แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อTimes onlineฉบับตีพิมพ์ครั้งแรกไปพาดหัวข่าวทำนองว่า ทักษิณเชื่อมั่นว่าเมื่อพระบรมฯเสด็จขึ้นเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่จะทรงมีพระราชบารมีทอแสง

ทำให้ASTVผู้จัดการ กระบอกเสียงพันธมิตรนำไปขยายผลเป็นข่าวพาดหัวว่า สุดชั่ว! “ทักษิณ” ยืมมือสื่ออังกฤษ ให้ร้าย “ในหลวง” รุนแรง โดยขยายเนื้อข่าวว่า "เป็นข้อความที่ พ.ต.ท.ทักษิณ สัมภาษณ์ให้ร้ายและล่วงละเมิดองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงประทับรักษาพระวรกายอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชตั้งแต่เดือนกันยายน 2552 ที่ผ่านมา อย่างรุนแรง โดยมีการกล่าวอ้างถึงองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช และการสืบราชสันตติวงศ์อีกด้วย"

จากนั้นเข้าตำราที่ว่าฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียด อาจจะไม่เคยอ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษด้วยซ้ำ สื่อกระแสหลักต่างๆก็นำข้อความจากเวบผู้จัดการASTVไปขยายผลทำลายทักษิณอย่างเป็นกระบวนการ

อย่างไรก็ดีผู้จัดการASTVได้พยายามแปลรายละเอียดบทสัมภาษณ์ทั้งหมด สุดท้ายก็หาเรื่องใส่ร้ายทักษิณไม่ได้ และได้หันไปโจมตีเรื่องอื่นๆแทน นั่นแสดงว่าเมื่อฝ่ายแปลข่าวต่างประเทศแปลออกมาอย่างสมบูรณ์แล้ว ความจริงก็คือทักษิณได้กล่าวเทิดทูนในหลวง ราชินี พระบรมฯ พระราชวงศ์ และอาจดูเหมือนแก้ต่างกับสื่อต่างชาติที่จี้ถามเรื่องสถาบันกษัตริย์แทรกแซงการเมืองอยู่ตลอดเวลาในการสัมภาษณ์นี้

วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2552

สัมภาษณ์ประธานชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพ:จะเป็นหมาสีใด ก็ต้องเห่าและเฝ้าบ้านให้ประชาชน


ที่มา ไทยอีนิวส์
29 กันยายน 2552


สัมภาษณ์พิเศษ ไพโรจน์ จันทรนิมิ
ประธาน ชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย
Thai freedom press club-TFPC
..............

ต้องถามว่า ใช้กฏเกณฑ์อะไรมาบอกว่าสื่อนั้นเป็นสื่อแท้ สื่อเทียม? ทุกคนสามารถเป็นสื่อกระแสหลักได้ทั้งสิ้น ถ้ายึดมั่นจรรยาวิชาชีพที่ทำตัวเป็นหมาเฝ้าบ้านปกป้องพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของประชาชนอย่างถึงที่สุด จะเป็นหมาสีไหนก็ได้ทั้งนั้น หากมันเห่าและเฝ้าบ้านให้ประชาชนได้ อย่างไรก็ตามจุดยืนหนักแน่นประการหนึ่งในการจัดตั้งชมรมฯก็คือ จะไม่อยู่ใต้อาณัติใดๆของใครทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่คุณทักษิณ หากคุณทักษิณหรือพวกพ้องทำอะไรไม่ถูกไม่ควร เราก็จะไม่รีรอที่จะเป็นปฏิปักษ์ตอบโต้อย่างมีเหตุมีผล



Q: ความเป็นมาของชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย?


ชมรมฯเกิดจากการรวมตัวกันของบรรดาผู้ทำสื่อซึ่งรักในความถูกต้อง ต้องการให้ข่าวสาร ข้อมูลต่างๆ ที่จะปรากฏตามสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น วิทยุ โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ อินเตอร์เน็ต ควรอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ไม่บิดเบือน แต้มแต่งสีสันจากขาวเป็นดำ จนทำให้ข่าวสารและข้อมูลนั้นๆกลายเป็นเครื่องมือตอกลิ่มสร้างความแตกแยก ร้าวฉาน อย่างที่ได้เห็นกันกลาดเกลื่อนในปัจจุบัน

ชมรมฯเชื่อมั่นว่าการนำเสนอข่าวสาร ข้อมูล ที่ถูกต้อง ไม่บิดเบือน ไม่โฆษณาชวนเชื่ออย่างไร้เหตุ ไร้ผล จะช่วยสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ ให้เกิดขึ้นในสังคมได้ และจะทำให้สังคมไทยก้าวสู่ความเป็นประชาธิปไตยแท้จริง เป็นสังคมที่มีความเป็นนิติรัฐ นิติธรรม อย่างสมบูรณ์แบบ


Q:วัตถุประสงค์หลักของชมรม


จะต้องเป็นกลไกที่ช่วยสร้างและพัฒนาให้เกิดการนำเสนอข่าวสาร ข้อมูล ที่ถูกต้อง ไม่บิดเบือน สู่สาธารณชน และต่อสู้กับทุกเกมอำนาจที่ขาดความชอบธรรม และดำเนินการต่างๆ เพื่อจัดสรรผลประโยชน์ต่างๆ แก่พวกพ้องมากกว่าให้ตกไปถึงมือของประชาชน


Q:ใครเป็นสมาชิกบ้าง และกำหนดเงื่อนไขไว้อย่างไรบ้าง


เบื้องต้นของการจัดตั้งชมรมฯ สมาชิกส่วนใหญ่อาจมาจากผู้ทำสื่อที่อยู่ในฟากฝ่ายยอมรับการเคลื่อนไหวของมวลชนคนเสื้อแดงว่าเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของการต่อสู้เพื่อรังสรรค์ความเป็นประชาธิปไตยที่อำนาจแท้จริงเป็นของประชาชน

อย่างไรก็ตามชมรมฯก็เปิดกว้างยอมรับการบ่าไหลเข้ามาของผู้ทำสื่อทุกคน ทุกแขนง ที่รักในความถูกต้อง รักความเป็นประชาธิปไตย จะได้เข้ามาร่วมกัน เพื่อสร้างชมรมฯให้เป็นองค์กรสื่อที่จะช่วยให้ทุกๆสื่อได้มีความเป็นอิสระในการทำงาน ปลอดจากการควบคุมและกำหนดกฏเกณฑ์จากกลุ่มอำนาจฉ้อฉลใดๆ


Q:กิจกรรมที่ชมรมจะทำมีอะไรบ้าง


ระยะแรกๆ คงมุ่งเน้นไปที่การทำงานเชิงวิชาการเสียเป็นส่วนใหญ่ ทั้งโดยตัวของชมรมฯ เองและร่วมกับกลุ่มต่างๆ ทั่วประเทศ เช่น การร่วมกับกลุ่ม นปช.พัทยา จัดงานเสวนาเชิงวิชาการ ขึ้นในเร็วๆนี้

ส่วนแผนงานอื่นๆ นอกจากนี้ ก็คือ การวางบทบาทให้ชมรมฯทำหน้าที่เป็น news agency แก่ทุกสื่อ รวมไปถึงความมุ่งมั่นที่จะทำสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ทีวีดาวเทียม วิทยุ ทีวีอินเตอรืเน็ต เว็บไซต์ ในนามของชมรมฯ โดยเปิดให้สมาชิกทุกกลุ่ม ทุกคน ได้เข้าร่วม


Q:ความเห็นต่อสื่อกระแสหลัก รวมทั้งสมาคมนักข่าวเป็นอย่างไร


ก่อนอื่นต้องถามว่าเราใช้กฏเกณฑ์อะไรมาบอกว่าสื่อนั้นเป็น สื่อกระแสหลัก สื่อกระแสรอง สื่อแท้ สื่อเทียม ในความเป็นสื่อของทุกคนนั้น ทุกคนสามารถเป็นสื่อกระแสหลักได้ด้วยกันทั้งสิ้น ถ้ายึดมั่น ถือมั่น ในจรรยาวิชาชีพที่ทำตัวเป็นหมาเฝ้าบ้านปกป้องพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของประชาชนอย่างถึงที่สุด จะเป็นหมาสีไหนก็ได้ทั้งนั้น หากมันเห่าและเฝ้าบ้านให้ประชาชนได้

สำหรับบทบาทของสมาคมนักข่าวหรือหลายๆสมาคมที่เกี่ยวข้องกับความเป็นสื่อ ไม่ว่าจะเป็น สมาคมนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย สมาคมผู้ทำสื่อข่าวออนไลน์ สมาคมสื่อสารมวลชนภูมิภาค ฯลฯ ก็ทำหน้าที่กันได้ดีระดับหนึ่ง

เพียงแต่มีคำถามว่ากรรมการหลายๆคนในสมาคมเหล่านี้ได้พยายามเปิดกว้างและยอมรับกลุ่มคนทำสื่อกลุ่มหนึ่งที่พวกคุณบอกว่าไม่ใช่สื่อกระแสหลักได้เข้ามามีบทบาท มีปาก มีเสียง มีสิทธิแสดงความคิดเห็น ร่วมกันด้วยหรือเปล่า และนี่คือสิ่งที่ชมรมฯต้องการให้ได้มีตัวแทนของชมรมฯได้เข้าไปร่วมในทุกๆสมาคมเหล่านี้


Q:ความเห็นต่อสื่อเสื้อแดงเป็นอย่างไร


มีความตั้งใจกันเต็มที่ แต่หลายสิ่งหลายอย่างก็ไม่ได้อย่างใจมากนัก เนื่องจากความไม่พร้อมในด้านต่างๆ คนทำสื่อเสื้อแดงเป็นจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้มีทุนรอนก้อนโต แต่สู้กันด้วยหัวใจ บางคนก็สู้กันชนิดที่เรียกว่าเทจนหมดหน้าตัก ชมรมฯนั้นต้องการให้สื่อเสื้อแดงเกิดความเป็นเอกภาพในการต่อสู้ เพียงแต่ปลีกย่อยของเนื้อหาการทำงานอาจแตกแยกกันไป หลากหลายยุทธวิธี แต่ธำรงธงผืนใหญ่ที่เป็นเป้าหมายเดียวกันอย่างแจ่มชัด


Q:เป็นสื่อเทียมหรือเปล่า รับเงินทักษิณมาเคลื่อนไหวหรือไม่ หรือรับเงินใครมา


อย่าไปสนใจเลย ไม่ว่าการต่อสู้ใดๆ ก็ต้องมีเป็นธรรมดาของการนินทาว่าร้าย อย่างไรก็ตามจุดยืนหนักแน่นประการหนึ่งของพวกเราที่รวมกันจัดตั้งชมรมฯขึ้นมาก็คือ จะไม่อยู่ใต้อาณัติใดๆของใครทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่คุณทักษิณ ซึ่งเราไม่เชื่อว่าคุณทักษิณจะเป็นศาสดาหรือพระเจ้า ถ้าคุณทักษิณหรือพวกพ้องทำอะไรไม่ถูกไม่ควร เราก็จะไม่รีรอที่จะเป็นปฏิปักษ์ตอบโต้อย่างมีเหตุมีผล สื่อต้องเป็นประชาธิปไตย สื่อต้องเป็นของประชาชน ไม่ใช่สื่อของคนใดคนหนึ่ง


Q:นโยบายของชมรมต่อสถานการณ์การเมืองในระยะนี้และอนาคต


อย่างแรกเลยก็คือ ทำอย่างไรถึงจะทำให้ข่าวสาร ข้อมูลต่างๆ ที่นำเสนอต่อสาธารณชนคือข่าวสารที่ถูกต้องกันจริงๆ ต้องไม่ลืมว่าข่าวสารข้อมูลคืออำนาจที่ทรงพลังต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคม ยิ่งทำให้ประชาชนได้รับทราบข่าวสารข้อมูลที่ถูกต้องมากเท่าไร กระจายวงกว้างออกทุกสื่อ นั่นก็ยิ่งร่นระยะเวลาของการเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคมที่ดีกว่าให้เกิดขึ้นได้เร็วยิ่งขึ้น


Q:คุณไพโรจน์มีประสบการณ์งานสื่อมาอย่างไรบ้าง และพวกสมาชิกชมรมมีที่ไปที่มาอย่างไร


ผมอยู่ในวงการสื่อมาก็ราว35ปี เริ่มตั้งแต่เป็นนักข่าวท้องถิ่นเมื่อเรียนจบชั้นมัธยมปลาย ผ่านการเป็นผู้บริหารในสื่อที่เรียกว่าสื่อกระแสหลักมาแล้ว สำหรับสมาชิกร่วมก่อตั้งชมรมฯก็มาจากสื่อหลายแขนงไม่ว่าจะเป็น สื่อวิทยุ โทรทัศน์ สิง่พิมพ์ เว็บไซต์ ตลอดจนนิสิต นักศึกษา ด้านนิเทศศาสตร์ สื่อสารมวลชน มีทั้งจากส่วนกลางและในภูมิภาค


หากท่านใดอยากเป็นสมาชิกชมรมก็เชิญแจ้งความจำนงมาได้ทางอีเมล์freedompress9999@gmail.com ครับ และท่านที่อยากทำงานด้านสื่อประชาธิปไตย ทนไม่ไหวกับสภาพเผด็จการ แต่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ทางชมรมฯของเรามีจัดอบรมให้ฟรี โดยวิทยากรนักข่าวมืออาชีพที่มีประสบการณ์ มีจรรยาบรรณ มีใจรักประชาธิปไตย รักประชาชน รักความเป็นธรรม ในวันที่ 11 ตุลาคมนี้ รายละเอียดดูที่www.thaifreedompress.blogspot.com





000000อ่านข่าวเกี่ยวเนื่อง00000

สื่อประชาธิปไตยผนึกพลังก่อตั้งชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 กันยายน 2552


สื่อฝ่ายประชาธิปไตยรวมตัวก่อตั้งชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย(TFPC) เพื่อนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องไร้การบิดเบือนสู่ประชาชน รวมทั้งชูธงกระแสทวนต่อสื่อกระแสหลักที่ทำหน้าที่กระบอกเสียงโฆษณาชวนเชื่อให้ฝ่ายอำมาตย์เผด็จการ ได้บก.แนวร่วมREDรายสัปดาห์เป็นประธาน "จักรภพ"หนุนให้ทำหน้าที่ถอดรหัสลับดาวินซี่ถอดหน้ากากของหัวโจกอำมาตย์ เชื่อจะทำให้ฝ่ายประชาธิปไตยเร่งเผด็จศึกเร็วขึ้น


ผู้บริหาร และผู้ดำเนินการสื่อของฝ่ายประชาธิปไตย ได้รวมตัวกันก่อตั้งชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย(Thai freedom press club-TFPC) โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อร่วมมือกันผลิตสื่อที่มีแต่ความจริง ไร้การบิดเบือนสู่ประชาชน และตอบโต้การนำเสนอข้อมูลข่าวสารโฆษณาชวนเชื่อที่บิดเบือนขาวเป็นดำ(black propaganda) หรือการสร้างกระแสข่าวให้ประชาชนเกิดความไขว้เขวสับสนออกไปจากสถานการณ์ที่แท้จริงของประเทศ(wag the dog)ของบรรดาสื่อกระแสหลักที่ละเลยจุดยืนของการทำหน้าที่สื่อที่เป็นกลาง และสื่อที่ขาดจรรยาบรรณในวิชาชีพ

การประชุมของผู้แทนสื่อฝ่ายประชาธิปไตยมากกว่า 50 รายมีขึ้นที่มูลนิธิกระจกเงา ถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อวันอาทิตย์(27ก.ย.)โดยมีผู้แทนจากหลายสื่อเช่น นิตยสารแนวร่วมRED คอลัมนิสต์ประจำหนังสือพิมพ์โลกวันนี้ ผู้บริหารและผู้ดำเนินรายการข่าวโทรทัศน์ ผู้บริหารและผู้ดำเนินรายการข่าววิทยุ รวมทั้งเวบไซต์ต่างๆของฝ่ายประชาธิปไตย เช่น ไทยอีนิวส์(http://www.thaienews.blogspot.com) เสรีชน(www.serichon.com) นปช.USA(www.norporchorusa.com) นิวสกายไทยแลนด์(www.newskythailand.com) ประชาชนไทย(www.prachachonthai.com) ไทยเสรี(www.thaiseri.net) คนไทยUS(www.khonthaius.com) ความจริงวันนี้(www.todayfact.tv) คนไทย(www.khonthai.org) พลังประชาธิปไตย(www.powerdmc.org)แดงนนท์(www.rednon.org) นปช.พัทยา(www.norporchorpattaya.worldpress.com)หนังสือพิมพ์เลี้ยวซ้าย และฟ้าเดียวกัน(www.sameskyboard.com) เป็นต้น

ที่ประชุมได้มีมติก่อตั้งชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย(TFPC)และได้เลือกตั้งนายไพโรจน์ จันทรนิมิ บรรณาธิการอำนวยการนิตยสารแนวร่วมREDรายสัปดาห์เป็นประธาน

ประธานของTFPCกล่าวว่า สื่อมวลชนกระแสหลักจำนวนมากได้เปลี่ยนจุดยืนจากการสนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตยดังที่เคยเป็นมาในอดีตไปอยู่ข้างฝ่ายเผด็จการ ไม่ใช่นักข่าวในสนามมีจิตสำนึกที่ผิดพลาด หรือไร้จรรยาบรรณ หากแต่เป็นเพราะนายทุนสื่อต่างๆมีผลประโยชน์ต้องรับความอุปถัมภ์ช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆจากฝ่ายเผด็จการอำมาตย์ที่กุมอำนาจรัฐ ไม่ว่าจะเป็นสัมปทานคลื่นวิทยุและโทรทัศน์ เวลาออกอากาศ งบประมาณโฆษณาจากภาครัฐ การจัดอีเว้นต์ของภาครัฐ เพื่อทำให้องค์กรของตนเองอยู่รอดหรือมีรายได้ ขณะที่ฝ่ายอำมาตย์ที่ยึดกุมอำนาจรัฐ ก็ให้นายทุนสื่อต่างๆต้องผลิตงานผานสื่อต่างๆเพื่อรับใช้สนองนโยบายทางการเมืองของตน และให้โจมตีบิดเบือนทำลายความเคลื่อนไหวของฝ่ายประชาชน ฝ่ายประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการสมประโยชน์กันสองฝ่าย

สถานการณ์ความสมประโยชน์ของสื่อกระแสหลักกับอำมาตย์ได้ดำเนินมาจนเปิดเผยล่อนจ้อนในช่วงเหตุการณ์สงกรานต์เลือดที่ผ่านมานี้ ที่มีการร่วมมือกันอย่างเข้มข้นจนเอาชนะสงครามข่าวสารได้ ฝ่ายประชาธิปไตยประสบความพ่ายแพ้ลงในระยะนั้นก็เพราะเหตุนี้ ดังนั้นTFPCจึงได้รวมตัวกันจากสื่อของฝ่ายประชาธิปไตย และยินดีเปิดกว้างต้อนรับสื่อกระแสหลักที่อึดอัดกับสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ มาร่วมมือกันก่อตั้งชมรม เพื่อร่วมกันผลิตสื่อที่เสนอแต่ความจริง ไร้การบิดเบือน และทำหน้าที่ตอบโต้การโฆษณาชวนเชื่อแบบblack propaganda และwag the dogดังที่ทำกันอยู่อย่างเข้มข้นในเวลานี้

อย่างไรก็ตามTFPCจะไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อรับใช้หรือเชียร์หรือดสนับสนุนฝ่ายใดอย่างเข้ารกเข้าพง เช่น หากกลุ่มเสื้อแดงมีการกระทำการที่ผิดพลาดบกพร่อง หรือแกนนำ รวมทั้งอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร กระทำการที่ผิดพลาดบกพร่อง ก็ต้องมีการนำเสนอข่าวที่เป็นจริง ไม่มีการบิดเบือน หรือแก้ต่างให้เช่นกัน ทั้งนี้เพราะTFPCไม่ได้มีเป้าหมายจะนำเสนอข่าวเอาใจกลุ่มเสื้อแดงเท่านั้น แต่ต้องการนำเสนอข่าวไปยังประชาชนทั่วไป ซึ่งมีใจเป็นกลาง ต้องการความเป็นจริง ไร้การบิดเบือน ซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ


กิจกรรมของTFPCเริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวานนี้(27ก.ย.)โดยมีการจัดฝึกอบรมให้แก่สมาชิกกว่า 50 รายจากสื่อประชาธิปไตยต่างๆ โดยการอบรมวิธีการทำข่าว การนำเสนอข่าวที่ถูกต้อง เป็นจริง ไม่บิดเบือน จรรยาบรรณของสื่อเป็นต้น โดยวิทยากรผู้ทำหน้าที่ฝึกอบรม เช่น นายจักรภพ เพ็ญแข ผู้ดำเนินรายการทางโทรทัศน์และคอลัมนิสต์ฝ่ายประชาธิปไตย อาจารย์วิภา ดาวมณี นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายไพโรจน์ บรรณาธิการอำนวยการแนวร่วมRED นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงา นายวัฒนะ วรรณ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์เลี้ยวซ้าย คุณบังสุกุลผู้บริหารเวบไซต์ถ่ายทอดสดวิทยุ+ทีวีอินเตอร์เน็ตกว่า20เวบไซต์ นายรุ่งโรจน์ วรรณศูทร คอลัมนิสต์ประจำหนังสือพิมพ์โลกวันนี้ และนายสมศักดิ์ ภักดิเดช บรรณาธิการข่าวไทยอีนิวส์

นายจักรภพกล่าวในการอบรมตอนหนึ่งว่า TFPCเป็นความหวังของฝ่ายประชาธิปไตย มีหน้าที่สำคัญเสมือนการเข้าไปถอดรหัสรับดาวินซี่ ร่วมกันเปิดเผยและเปิดโปงภาพฉากหน้าอันฉาบไว้ด้วยความงดงามของระบบอำมาตย์ แต่แท้จริงสกปรกโสมม เป็นอุปสรรคถ่วงรั้งความก้าวหน้าของประเทศชาติ เป็นอุปสรรคของชาวประชาธิปไตย

นอกจากนี้แล้วTFPCยังเป็นความหวังว่าจะนำความจริงที่ไร้การบิดเบือน ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ กอรปด้วยจรรยาบรรณนำเสนอเผยแพร่ต่อประชาชน โดยไม่ต้องไปพยายามครอบงำความคิดเห็นของสาธารณชน เพียงแต่ข้อเท็จจริงและแนวทางประชาธิปไตยที่ถูกต้องเท่านั้น เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือก ก็เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะทำให้เผด็จศึกอำมาตย์ได้ในเร็ววันนี้

สำหรับท่านที่ประสงค์อยากเข้าร่วมเป็นสมาชิกของTFPC และเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งการฝึกอบรมการปฏิบัติงานข่าว การวิเคราะห์ข่าว การนำเสนอข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน(investigative news) และการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อการเขียนเวบไซต์ เขียนบล็อกข่าว การถ่ายทอดสดวิทยุและโทรทัศน์ผ่านอินเตอร์เน็ตอย่างง่าย ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 11 ตุลาคมนี้ ให้แจ้งไปที่ freedompress9999@gmail.com หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่www.thaifreedompress.blogspot.com

ท่านที่จะเข้าเป็นสมาชิกควรเป็นผู้ที่สนใจงานข่าว งานสื่อ โดยไม่จำกัดว่าเป็นสื่อฝ่ายประชาธิปไตยเท่านั้น แม้ท่านเป็นสื่อกระแสหลักที่อึดอัดกับสภาพที่เป็นอยู่ ทางTFPCก็เปิดกว้างต้อนรับเสมอ ส่วนท่านที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนก็ไม่มีความจำเป็น ขอเพียงมีความตั้งใจจริงอยากอาสาทำงานด้านสื่อของฝ่ายประชาธิปไตยก็ยินดีต้อนรับอย่างยิ่ง

วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2552

สื่อประชาธิปไตยผนึกพลังก่อตั้งชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทยเร่งเผด็จศึกอำมาตย์


ที่มา ไทยอีนิวส์
28 กันยายน 2552

สื่อฝ่ายประชาธิปไตยรวมตัวก่อตั้งชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย(TFPC) เพื่อนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องไร้การบิดเบือนสู่ประชาชน รวมทั้งชูธงกระแสทวนต่อสื่อกระแสหลักที่ทำหน้าที่กระบอกเสียงโฆษณาชวนเชื่อให้ฝ่ายอำมาตย์เผด็จการ ได้บก.แนวร่วมREDรายสัปดาห์เป็นประธาน "จักรภพ"หนุนให้ทำหน้าที่ถอดรหัสลับดาวินซี่ถอดหน้ากากของหัวโจกอำมาตย์ เชื่อจะทำให้ฝ่ายประชาธิปไตยเร่งเผด็จศึกเร็วขึ้น


ผู้บริหาร และผู้ดำเนินการสื่อของฝ่ายประชาธิปไตย ได้รวมตัวกันก่อตั้งชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย(Thai freedom press club-TFPC) โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อร่วมมือกันผลิตสื่อที่มีแต่ความจริง ไร้การบิดเบือนสู่ประชาชน และตอบโต้การนำเสนอข้อมูลข่าวสารโฆษณาชวนเชื่อที่บิดเบือนขาวเป็นดำ(black propaganda) หรือการสร้างกระแสข่าวให้ประชาชนเกิดความไขว้เขวสับสนออกไปจากสถานการณ์ที่แท้จริงของประเทศ(wag the dog)ของบรรดาสื่อกระแสหลักที่ละเลยจุดยืนของการทำหน้าที่สื่อที่เป็นกลาง และสื่อที่ขาดจรรยาบรรณในวิชาชีพ

การประชุมของผู้แทนสื่อฝ่ายประชาธิปไตยมากกว่า 50 รายมีขึ้นที่ชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย ถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อวันอาทิตย์(27ก.ย.)โดยมีผู้แทนจากหลายสื่อเช่น นิตยสารแนวร่วมRED คอลัมนิสต์ประจำหนังสือพิมพ์โลกวันนี้ ผู้บริหารและผู้ดำเนินรายการข่าวโทรทัศน์ ผู้บริหารและผู้ดำเนินรายการข่าววิทยุ รวมทั้งเวบไซต์ต่างๆของฝ่ายประชาธิปไตย เช่น ไทยอีนิวส์(http://www.thaienews.blogspot.com) เสรีชน(www.serichon.com) นปช.USA(www.norporchorusa.com) นิวสกายไทยแลนด์(www.newskythailand.com) ประชาชนไทย(www.prachachonthai.com) ไทยเสรี(www.thaiseri.net) คนไทยUS(www.khonthaius.com) ความจริงวันนี้(www.todayfact.tv) คนไทย(www.khonthai.org) พลังประชาธิปไตย(www.powerdmc.org)แดงนนท์(www.rednon.org) นปช.พัทยา(www.norporchorpattaya.worldpress.com)หนังสือพิมพ์เลี้ยวซ้าย และฟ้าเดียวกัน(www.sameskyboard.com) เป็นต้น

ที่ประชุมได้มีมติก่อตั้งชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย(TFPC)และได้เลือกตั้งนายไพโรจน์ จันทรนิมิ บรรณาธิการอำนวยการนิตยสารแนวร่วมREDรายสัปดาห์เป็นประธาน

ประธานของTFPCกล่าวว่า สื่อมวลชนกระแสหลักจำนวนมากได้เปลี่ยนจุดยืนจากการสนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตยดังที่เคยเป็นมาในอดีตไปอยู่ข้างฝ่ายเผด็จการ ไม่ใช่นักข่าวในสนามมีจิตสำนึกที่ผิดพลาด หรือไร้จรรยาบรรณ หากแต่เป็นเพราะนายทุนสื่อต่างๆมีผลประโยชน์ต้องรับความอุปถัมภ์ช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆจากฝ่ายเผด็จการอำมาตย์ที่กุมอำนาจรัฐ ไม่ว่าจะเป็นสัมปทานคลื่นวิทยุและโทรทัศน์ เวลาออกอากาศ งบประมาณโฆษณาจากภาครัฐ การจัดอีเว้นต์ของภาครัฐ เพื่อทำให้องค์กรของตนเองอยู่รอดหรือมีรายได้ ขณะที่ฝ่ายอำมาตย์ที่ยึดกุมอำนาจรัฐ ก็ให้นายทุนสื่อต่างๆต้องผลิตงานผานสื่อต่างๆเพื่อรับใช้สนองนโยบายทางการเมืองของตน และให้โจมตีบิดเบือนทำลายความเคลื่อนไหวของฝ่ายประชาชน ฝ่ายประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการสมประโยชน์กันสองฝ่าย

สถานการณ์ความสมประโยชน์ของสื่อกระแสหลักกับอำมาตย์ได้ดำเนินมาจนเปิดเผยล่อนจ้อนในช่วงเหตุการณ์สงกรานต์เลือดที่ผ่านมานี้ ที่มีการร่วมมือกันอย่างเข้มข้นจนเอาชนะสงครามข่าวสารได้ ฝ่ายประชาธิปไตยประสบความพ่ายแพ้ลงในระยะนั้นก็เพราะเหตุนี้ ดังนั้นTFPCจึงได้รวมตัวกันจากสื่อของฝ่ายประชาธิปไตย และยินดีเปิดกว้างต้อนรับสื่อกระแสหลักที่อึดอัดกับสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ มาร่วมมือกันก่อตั้งชมรม เพื่อร่วมกันผลิตสื่อที่เสนอแต่ความจริง ไร้การบิดเบือน และทำหน้าที่ตอบโต้การโฆษณาชวนเชื่อแบบblack propaganda และwag the dogดังที่ทำกันอยู่อย่างเข้มข้นในเวลานี้

อย่างไรก็ตามTFPCจะไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อรับใช้หรือเชียร์หรือดสนับสนุนฝ่ายใดอย่างเข้ารกเข้าพง เช่น หากกลุ่มเสื้อแดงมีการกระทำการที่ผิดพลาดบกพร่อง หรือแกนนำ รวมทั้งอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร กระทำการที่ผิดพลาดบกพร่อง ก็ต้องมีการนำเสนอข่าวที่เป็นจริง ไม่มีการบิดเบือน หรือแก้ต่างให้เช่นกัน ทั้งนี้เพราะTFPCไม่ได้มีเป้าหมายจะนำเสนอข่าวเอาใจกลุ่มเสื้อแดงเท่านั้น แต่ต้องการนำเสนอข่าวไปยังประชาชนทั่วไป ซึ่งมีใจเป็นกลาง ต้องการความเป็นจริง ไร้การบิดเบือน ซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ


กิจกรรมของTFPCเริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวานนี้(27ก.ย.)โดยมีการจัดฝึกอบรมให้แก่สมาชิกกว่า 50 รายจากสื่อประชาธิปไตยต่างๆ โดยการอบรมวิธีการทำข่าว การนำเสนอข่าวที่ถูกต้อง เป็นจริง ไม่บิดเบือน จรรยาบรรณของสื่อเป็นต้น โดยวิทยากรผู้ทำหน้าที่ฝึกอบรม เช่น นายจักรภพ เพ็ญแข ผู้ดำเนินรายการทางโทรทัศน์และคอลัมนิสต์ฝ่ายประชาธิปไตย อาจารย์วิภา ดาวมณี นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายไพโรจน์ บรรณาธิการอำนวยการแนวร่วมRED นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงา นายวัฒนะ วรรณ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์เลี้ยวซ้าย คุณบังสุกุลผู้บริหารเวบไซต์ถ่ายทอดสดวิทยุ+ทีวีอินเตอร์เน็ตกว่า20เวบไซต์ นายรุ่งโรจน์ วรรณศูทร คอลัมนิสต์ประจำหนังสือพิมพ์โลกวันนี้ และนายสมศักดิ์ ภักดิเดช บรรณาธิการข่าวไทยอีนิวส์

นายจักรภพกล่าวในการอบรมตอนหนึ่งว่า TFPCเป็นความหวังของฝ่ายประชาธิปไตย มีหน้าที่สำคัญเสมือนการเข้าไปถอดรหัสรับดาวินซี่ ร่วมกันเปิดเผยและเปิดโปงภาพฉากหน้าอันฉาบไว้ด้วยความงดงามของระบบอำมาตย์ แต่แท้จริงสกปรกโสมม เป็นอุปสรรคถ่วงรั้งความก้าวหน้าของประเทศชาติ เป็นอุปสรรคของชาวประชาธิปไตย

นอกจากนี้แล้วTFPCยังเป็นความหวังว่าจะนำความจริงที่ไร้การบิดเบือน ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ กอรปด้วยจรรยาบรรณนำเสนอเผยแพร่ต่อประชาชน โดยไม่ต้องไปพยายามครอบงำความคิดเห็นของสาธารณชน เพียงแต่ข้อเท็จจริงและแนวทางประชาธิปไตยที่ถูกต้องเท่านั้น เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือก ก็เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะทำให้เผด็จศึกอำมาตย์ได้ในเร็ววันนี้

สำหรับท่านที่ประสงค์อยากเข้าร่วมเป็นสมาชิกของTFPC และเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งการฝึกอบรมการปฏิบัติงานข่าว การวิเคราะห์ข่าว การนำเสนอข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน(investigative news) และการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อการเขียนเวบไซต์ เขียนบล็อกข่าว การถ่ายทอดสดวิทยุและโทรทัศน์ผ่านอินเตอร์เน็ตอย่างง่าย ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 11 ตุลาคมนี้ ให้แจ้งไปที่ freedompress9999@gmail.com หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่www.thaifreedompress.blogspot.com

ท่านที่จะเข้าเป็นสมาชิกควรเป็นผู้ที่สนใจงานข่าว งานสื่อ โดยไม่จำกัดว่าเป็นสื่อฝ่ายประชาธิปไตยเท่านั้น แม้ท่านเป็นสื่อกระแสหลักที่อึดอัดกับสภาพที่เป็นอยู่ ทางTFPCก็เปิดกว้างต้อนรับเสมอ ส่วนท่านที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนก็ไม่มีความจำเป็น ขอเพียงมีความตั้งใจจริงอยากอาสาทำงานด้านสื่อของฝ่ายประชาธิปไตยก็ยินดีต้อนรับอย่างยิ่ง

วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2552

จักรภพร่วมเป็นครูฝึกอบรมนักข่าวหัวเห็ดเผด็จศึกอำมาตย์



คณะผู้ฝึกอบรม
1.คุณจักรภพ เพ็ญแข อดีตรมต.ประจำสำนักนายกฯผู้กำกับดูแลNBT และผู้ดำเนินรายการวิเคราะห์ข่าวทางโทรทัศน์
2.คุณไพโรจน์ บก.แนวร่วมRED NEWS
3.บก.ไทยอีนิวส์
4.คุณบก.ลายจุด-สมบัติ บุญงามองค์
5.คุณวัฒนะ วรรณ และคณะ สมัชชาสังคมก้าวหน้า
6.คุณบังสุกุล ผู้เชี่ยวชาญทำวิทยุ+ทีวีผ่านอินเตอร์เน็ต
7.คุณอริน ผู้มีประสบการณ์วงการข่าว 37 ปี

สถานที่อบรม-ห้องฝึกอบรมชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพ ถนนรามคำแหง (จะโทรแจ้งสถานที่ชัดเจนให้ทราบอีกครั้ง เนื่องจากตอนนี้กำลังคัดเลือกไว้ 2 ที่ หากเรียบร้อยใกล้ๆวันจะแจ้ง แต่มีแนวโน้มว่าจะย้ายจากห้องประชุมของชมรมที่ถนนพระราม9มาเป็นห้องประชุมถนนรามคำแหง เพราะพร้อมกว่าสถานที่เดิม) ผู้อบรม 1 ท่านต่อคอมพิวเตอร์เพื่อฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ 1 เครื่อง กรณีเกิน20ท่านให้นำโน้ตบุ๊คมา มีไวร์เลสให้

วัน/เวลา -08.30-17.00 น. วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2552

รายละเอียดกำหนดการ

0830-0900 ลงทะเบียน(รบกวนผู้อบรมชำระ100บาท/ท่าน เป็นค่าอาหารเที่ยง+อาหารว่างและกาแฟ2เบรกของท่าน)

0900-0930 คุณอริน ประธานชมรมนักข่าวเสรีภาพ กล่าวถึงความสำคัญและความจำเป็นในการฝึกอบรมครั้งนี้ และแนะนำวิทยากร แนะนำผู้เข้าฝึกอบรม ความคาดหวังหลังการจบฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ และแผนปฏิบัติงาน

1000-1100 บก.ลายจุดถ่ายทอดประสบการณ์งานรณรงค์ และความสำคัญในการใช้สื่อ หรือการจัดทำสื่อรณรงค์ประเภทต่างๆ(หากมีพาวเวอร์พอยต์ หรือแผนงานเวิร์คช็อป กรุณาระบุมาด้วย)

1100-1200 คุณไพโรจน์ ถ่ายทอดประสบการณ์และฝึกสอนการทำข่าว เขียนข่าว

1200-1300 พักเที่ยง และสนทนาเรื่องการจัดการเครือข่ายนักข่าวหัวเห็ดภาคประชาชน โดยทีมวิทยากร

1300-1400 คุณจักรภพถ่ายทอดประสบการณ์เทคนิคการสัมภาษณ์ และการวิเคราะห์ข่าว

1400-1500 คุณวัฒนะ และทีมวิทยากรถ่ายทอดประสบการณ์การจัดทำสื่อเพื่อการรณรงค์ฝ่ายประชาธิปไตย

1500-1600 บรรณาธิการ ไทยอีนิวส์ อบรมเวิร์คช็อปการทำข่าว เขียนข่าวและทำบล็อก สโคปเช่น
*วิธีการหาข่าวแบบต่างๆ-การหาข่าวจากกำหนดการต่างๆ
-การหาข่าวจากวันสำคัญๆที่ต้องรำลึก หรือปฏิทินข่าวง่ายๆจากวิกิพีเดีย
-การหาข่าวภาคสนาม เช่น กิจกรรมชุมนุม ประชุม สัมมนา
-การหาข่าวจากเวบข่าวต่างประเทศ
-การหาข่าวจากเวบข่าวในประเทศ และนำไปต่อยอดขยายต่อ
-การหาข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน จากแหล่งต่างๆในโลกอินเตอร์เน็ต
-การสัมภาษณ์บุคคล ทั้งบุคคลสำคัญ และบุคคลในเหตุการณ์ บุคคลแวดล้อม
-การตรวจสอบแหล่งที่มาของข่าวว่าถูกต้องหรือไม่
*การนำเสนอข่าว
-โดยการนำเสนอเป็นรายงานข่าว แบบที่หนังสือพิมพ์รายวัน หรือเวบไซต์ข่าวนำเสนอ
-โดยการนำเสนอเป็นบทความ บทวิเคราะห์ รายงานแบบสกู๊ป
-การหารูปมาประกอบเรื่องให้ชวนน่าอ่าน
-การนำเสนอข้อมูลข่าวสารด้วยวิธีการออกโทรทัศน์ วิทยุ
-การนำเสนอข้อมูลข่าวสารผ่านทางSMS
*การรักษาความลับ(ในกรณีที่ท่านไม่อยากเปิดเผยตัวต่อสาธารณะ)
*การทำให้เวบไซต์ หรือเวบบล็อกของท่านติดตลาดมียอดคนอ่านเป็นล้าน หรือสิบล้าน และการหารายได้จากเวบ หรือบล็อกของท่าน
หากท่านวิทยากรมีอะไรแก้ไขเพิ่มเติมก็เชิญนะครับ


1600-1630 คุณบังสุกุลสอนการทำวิทยุ+ทีวีอินเตอร์เน็ต

1630-1700 คณะผู้ฝึกอบรมนำเสวนาเรื่องการจัดสร้างเครือข่ายนักข่าวหัวเห็ดเผด็จศึกอำมาตย์

วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2552

กำหนดการฝึกอบรมนักข่าวหัวเห็ดเผด็จศึกอำมาตย์


กำหนดการอบรมนักข่าวหัวเห็ดเผด็จศึกอำมาตย์

สถานที่อบรม-ห้องฝึกอบรม ชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย ถนนพระราม 9 ผู้อบรม 1 ท่านต่อคอมพิวเตอร์เพื่อฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ 1 เครื่อง กรณีเกิน 20 ท่าน ให้นำโน้ตบุ๊คมา(หากมี) มีไวร์เลสให้

วัน/เวลา -08.30-16.00 น. วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2552

คณะผู้ฝึกอบรม

1.บรรณาธิการแนวร่วมRED NEWSรายสัปดาห์ ประสบการณ์งานข่าว 30 ปี

2.คุณสมศักดิ์ บรรณาธิการไทยอีนิวส์ ประสบการณ์งานข่าว 20 ปี

3.คุณบก.ลายจุด-สมบัติ บุญงามองค์ ประสบการณ์ทำสื่ออินเตอร์เน็ตรณรงค์การเมือง สังคม

4.คุณวัฒนะ วรรณ และคณะ สมัชชาสังคมก้าวหน้า ประสบการณ์รณรงค์ใต้บรรยากาศเผด็จการสุดๆ

5.คุณบังสุกุล เวบเสรีชน ผู้เชี่ยวชาญการทำรายการวิทยุ+ทีวีผ่านอินเตอร์เน็ต

รายละเอียดกำหนดการ

0830-0900 ลงทะเบียน(หากท่านจะให้เราจัดของว่างให้2มื้อ และอาหารเที่ยง รบกวนให้ช่วยจ่ายเพื่อการนี้ท่านละ100บาท)

0900-0930 ประธานชมรมนักข่าวเสรีภาพ กล่าวถึงความสำคัญและความจำเป็นในการฝึกอบรมครั้งนี้ และแนะนำวิทยากร แนะนำผู้เข้าฝึกอบรม ความคาดหวังหลังการจบฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ และแผนปฏิบัติงาน

----พักรับทานอาหารว่าง---

1000-1100 บก.ลายจุดถ่ายทอดประสบการณ์งานรณรงค์ และความสำคัญในการใช้สื่อ หรือการจัดทำสื่อรณรงค์ประเภทต่างๆ รวมทั้งข้อควรปฏิบัติ ข้อควรระวังต่างๆ

1100-1200 บรรณาธิการ แนวร่วมRED NEWS ถ่ายทอดประสบการณ์และฝึกสอนการทำข่าว เขียนข่าวแบบมืออาชีพ และให้ทำแบบฝึกหัด

1200-1300 พักทานข้าวเที่ยง และสนทนาเรื่องการจัดการเครือข่ายนักข่าวหัวเห็ดภาคประชาชน(นอกรอบ) โดยทีมวิทยากร

1300-1400 คุณวัฒนะ และทีมวิทยากรที่มีประสบการณ์การจัดทำสื่อรณรงค์ภายใต้บรรยากาศเผด็จการแบบพม่าถ่ายทอดบทเรียนประสบการณ์

1400-1500 คุณสมศักดิ์ ไทยอีนิวส์ อบรมเวิร์คช็อปการทำข่าว เขียนข่าวและทำบล็อก สโคปเช่น

*วิธีการหาข่าวแบบต่างๆ

-การหาข่าวจากกำหนดการต่างๆ

-การหาข่าวจากวันสำคัญๆที่ต้องรำลึก หรือปฏิทินข่าวง่ายๆจากวิกิพีเดีย

-การหาข่าวภาคสนาม เช่น กิจกรรมชุมนุม ประชุม สัมมนา

-การหาข่าวจากเวบข่าวต่างประเทศ

-การหาข่าวจากเวบข่าวในประเทศ และนำไปต่อยอดขยายต่อ

-การหาข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน จากแหล่งต่างๆในโลกอินเตอร์เน็ต

-การสัมภาษณ์บุคคล ทั้งบุคคลสำคัญ และบุคคลในเหตุการณ์ บุคคลแวดล้อม

-การตรวจสอบแหล่งที่มาของข่าวว่าถูกต้องหรือไม่

*การนำเสนอข่าว

-โดยการนำเสนอเป็นรายงานข่าว แบบที่หนังสือพิมพ์รายวัน หรือเวบไซต์ข่าวนำเสนอ

-โดยการนำเสนอเป็นบทความ บทวิเคราะห์ รายงานแบบสกู๊ป

-การหารูปมาประกอบเรื่องให้ชวนน่าอ่าน

-การนำเสนอข้อมูลข่าวสารด้วยวิธีการออกโทรทัศน์ วิทยุ

-การนำเสนอข้อมูลข่าวสารผ่านทางSMS

*การรักษาความลับ(ในกรณีที่ท่านไม่อยากเปิดเผยตัวต่อสาธารณะ)

*การทำให้เวบไซต์ หรือเวบบล็อกของท่านติดตลาดมียอดคนอ่านเป็นล้าน หรือสิบล้าน และการหารายได้จากเวบ หรือบล็อกของท่าน

1500-1600 คุณบังสุกุล เวบเสรีชน สอนการสร้างและบริหารจัดการวิทยุ+ทีวีผ่านอินเตอร์เน็ต
1600-1630 คณะผู้ฝึกอบรมนำเสวนาเรื่องการจัดสร้างเครือข่ายนักข่าวหัวเห็ดเผด็จศึกอำมาตย์

ลงชื่อสำรองที่นั่งการอบรมได้ที่thaifreedompress9999@gmail.com(ขณะนี้ครบ 20 ท่านแล้ว สามารถสำรองที่นั่งเพิ่มเติมได้อีก 5 ท่าน แต่ท่านควรนำโน้ตบุ๊คมาเอง)